April 7, 2010
“กลใจ กลรัก” » โดย จ. เจริญใจ » ตอนที่ 03

ตั้งหัวข้อไว้ก่อนนะครับ แล้วจะกลับมาเขียนต่อครับผม

Comments
March 20, 2010
“กลใจ กลรัก” » โดย จ. เจริญใจ » ตอนที่ 02 (ส่วนที่ 2)

                  ที่โรงงานน้ำผลไม้ในตอนใกล้เที่ยงนี้ พิพัฒน์กำลังนั่งดูรายงานยอดการส่งออกสินค้าของบริษัทในเดือนที่ผ่านมาซึ่ง รวมถึงผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้ เขาพบยอดการส่งออกตกลงไปถึงร้อยละ 20 ซึ่งถือว่ามากพอที่จะทำให้ภาพพจน์ของบริษัทด้อยลงได้  เขาจึงคิดหาสาเหตุแต่ก็หาสาเหตุที่แท้จริงไม่พบ จึงได้นำไปบอกกับเลขานุการของเขาว่าให้นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมด้วย จนกระทั่งเวลาเที่ยงตรงเขาจึงขับรถออกไปรับประทานอาหารกลางวันข้างนอก ส่วนพนักงานในโรงงานทุกคนนั้นรับประทานอาหารกันในโรงอาหารที่อยู่ใกล้ๆ กัน

                  เมื่อใกล้ถึงเวลาบ่ายโมงเขารีบกลับมาที่โรงงาน และเข้าประชุมตามที่เขาสั่งให้เลขานุการส่งจดหมายเชิญประชุม บรรยากาศการประชุมในบ่ายวันนี้เป็นไปอย่างเคร่งเครียด ผู้เข้าประชุมทุกฝ่ายที่ถูกเรียกมานั้นต่างพากันแสดงความคิดเห็น เพื่อหาวิธีหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโรงงาน

                  สองชั่วโมงต่อมา การประชุมจึงเสร็จสิ้นลง ผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆ ล้วนกลับไปทำงานตามปรกติ ขณะที่มะลิวัลย์และพิพัฒน์เดินพ้นจากห้องประชุมจนมาถึงหน้าห้องทำงานนั้น มะลิวัลย์ก็ต้องชะงักเมื่อพิพัฒน์เรียก

                  “คุณมะลิวัลย์ครับ”

                  “คะ คุณพิพัฒน์”

                  “คุณช่วยพิมพ์สรุปรายงานการประชุมครั้งนี้ แล้วแจกไปให้ทุกฝ่ายด้วยนะครับ”

                  “ได้ค่ะ” เมื่อพูดเสร็จมะลิวัลย์จึงรีบทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จ และจัดแจงทำแบบสรุปรายงานการประชุมเมื่อครู่ต่อไป ขณะเดียวกับที่พิพัฒน์เดินเข้าห้องไปทำงานตามเดิม

                  จนกระทั่งเวลาเลิกงานมาถึง เขารีบขับรถกลับไปที่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงงานมากนัก เมื่อกลับถึงบ้าน เขาพบว่า พ่อ แม่ และน้องสาวของเขานั่งรอรับประทานอาหารเย็นอยู่ จึงรีบตรงเข้าไปที่โต๊ะอาหารทันทีพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในวันนี้ให้วิรัตน์และหทัยทิพย์ฟัง โดยมีพิไลพรนั่งฟังอยู่ด้วย

                  “พนักงานเดี๋ยวนี้ก็แปลกนะ” หทัยทิพย์พูด

                  “ยังไงเหรอครับ แม่” พิพัฒน์ถาม

                  “อ้าว ! ก็ที่ลูกบอกไงว่า เขาทะเลาะกันกลางตลาดแล้วตบตีกันน่ะ เฮ้อ !…”

                  “คนเราสมัยนี้มันก็อย่างนี้ล่ะแม่ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป อะไรอะไรมันก็หละหลวมมากขึ้น หละหลวมเสียจนยั้งกันแทบไม่ไหว”

                  “ก็จริงอย่างที่พ่อว่านะครับ เพราะขนาดอยู่ต่อหน้าผมยังไม่เว้นเลย”

                  “แต่ก็ช่างเถอะลูก ยังไงลูกก็ลงโทษเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอ แม่ว่านั่นก็น่าจะทำให้พวกเขาเข็ดหลาบกันได้บ้างแล้วนะ”

                  “พ่อว่าเราเปลี่ยนประเด็นกันบ้างดีไหม  เอ้อ ! แล้วอีกเรื่องหนึ่งล่ะ ใช่เรื่องยอดการส่งออกหรือเปล่าลูก ว่าแต่ยอดที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง”

                  “ยอดการส่งออกรวมลดลงไป 20 เปอร์เซ็นต์ ครับพ่อ”

                  “หา !… ลูกว่ายังไงนะ ลดลงไป 20 เปอร์เซ็นต์เลยเหรอ”

                  พิพัฒน์ชะงักงันไป หทัยทิพย์จึงถามต่อไปอีกว่า

                  “แล้วลูกประชุมกันไปว่ายังไงบ้างล่ะลูก”

                  “ผมก็บอกให้ที่ประชุมไปตรวจสอบทุกส่วนทุกด้านเลยครับ กำลังรอคำตอบอยู่ครับ”

                  แล้วทั้งสามก็นั่งคุยกันจนกระทั่งเวลาสี่ทุ่ม ระหว่างนั้นพิไลพรซึ่งต้องไปโรงเรียนตอนเช้านั้นจึงรีบเข้านอนไปก่อน เมื่อคุยกันเสร็จแล้วทั้งสามจึงพากันไปทำธุระส่วนตัวแล้วเข้านอน เพื่อพักเอาเรี่ยวเอาแรงไปทำงานในวันถัดไป โดยเฉพาะพิพัฒน์ที่ตอนนี้กำลังเคร่งเครียดเกี่ยวกับโรงงานจนนอนไม่หลับ กว่าเขาจะหลับตาลงได้ก็ราวๆ ตีสองครึ่ง

                  บ่ายวันเดียวกันนั้น รถพยาบาลมาถึงที่โรงพยาบาลและนำตัวพงศธรที่บาดเจ็บจากการถูกยิงเข้าไปยัง ห้องฉุกเฉิน โดยมีพิมพ์พรรณเฝ้ารอการแจ้งอาการจากแพทย์เจ้าของไข้อยู่หน้าห้อง พิมพ์พรรณจึงโทรศัพท์ไปหานาตยาเพื่อแจ้งข่าวร้ายของพงศธรให้ฟัง นาตยาเมื่อได้ยินดังนั้น จึงได้ฝากเพื่อนๆ ให้ไปบอกกับอาจารย์ว่าไม่เข้าเรียน ลากิจ เนื่องจากพ่อของเธอถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เข้าห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จากนั้นเธอรีบขับรถไปยังโรงพยาบาลดังกล่าวทันที

                  เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เธอรีบวิ่งไปยังห้องฉุกเฉิน เพื่อนั่งเฝ้ารอการแจ้งอาการจากแพทย์เจ้าของไข้พร้อมกับแม่ของเธอ เมื่อพบกับพิมพ์พรรณเธอจึงถามถึงอาการของพงศธรทันที พิมพ์พรรณจึงบอกออกไปว่า ตอนนี้พงศธรยังคงอยู่ในห้องฉุกเฉิน แล้วพิมพ์พรรณเองก็เฝ้ารออยู่เช่นเดียวกัน

                  นาตยาและพิมพ์พรรณเฝ้ารอไปได้สักพักใหญ่ แพทย์เจ้าของไข้ก็ออกมา แล้วบอกว่า ตอนนี้พงศธรอยู่ในภาวะปลอดภัยแล้ว แต่ยังไม่ฟื้น ต้องรอดูอาการอีกประมาณ 1-2 วัน แล้วจะขอย้ายตัวผู้ป่วยไปยังห้องพิเศษ

                  แม่ลูกคู่นี้เมื่อได้ยินคำพูดจากแพทย์แล้ว รู้สึกดีใจที่พงศธรพ้นขีดอันตรายแล้ว นอกจากนั้นพิมพ์พรรณและนาตยาตกลงใจให้ย้ายไปห้องพิเศษหลังจากนั้นได้ทันที แพทย์อนุญาตให้พิมพ์พรรณและนาตยาเข้าไปดูอาการของพงศธรในห้องฉุกเฉินได้ และบอกให้ทั้งสองกลับบ้านไปก่อน

                  ณ ที่จอดรถในโรงพยาบาล พิมพ์พรรณและนาตยาขึ้นรถกลับบ้านไปได้สักพักนาตยาจึงถามถึงเหตุการณ์ที่พ่อ ของเธอถูกยิง พิมพ์พรรณจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพงศธรให้นาตยาฟัง นาตยาได้ยินดังนั้น จึงเสียใจและสงสัยว่าใครเป็นคนสั่งให้กลุ่มจ้างวานนั้นมาลอบยิงพ่อของเธอ

                  เมื่อกลับถึงบ้าน พิมพ์พรรณจึงสั่งปานกับแม้นให้ทำอาหารมื้อเย็นทันที

                  ปานกับแม้นเมื่อได้ถูกเรียกใช้จึงรีบเข้าครัวไปปรุงอาหารอย่างรวดเร็ว แล้วนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะโดยไม่ล่าช้า แต่แม้นไม่เห็นว่า พงศธรกลับเข้าบ้านมาด้วย จึงถามพิมพ์พรรณว่า คุณผู้ชายหายไปไหนหรือเปล่า ไม่เห็นกลับมาเลย พิมพ์พรรณเงียบไม่ตอบใดใด แม้นจึงหันหน้าไปที่นาตยา นาตยาจึงจำต้องตอบออกไปว่า พงศธรถูกยิง

                  แม้นเมื่อได้ยินว่าคุณผู้ชายถูกยิง ก็ตกใจอย่างมากจนทำอะไรไม่ถูก ทั้งพิมพ์พรรณไม่อยากย้ำเรื่องร้ายนี้อีก ปานจึงช่วยถามไปอีกว่า แล้วคุณหมอบอกว่าอาการของคุณผู้ชายเป็นอย่างไรบ้าง นาตยาตอบว่า ตอนนี้คุณพ่อของเธอพ้นขีดอันตรายแล้ว พักดูอาการอีกวันสองวัน และจะย้ายไปห้องพิเศษ

                  “คุณพระช่วย ! ขออย่าให้คุณผู้ชายเป็นอะไรไปอีกเลยนะ” ปานเอ่ยขึ้น

                  “เจ้าประคุณ ! ขอให้ภัยใดใด อย่าได้เกิดขึ้นกับคุณคุณเหล่านี้อีกเลย… สาธุ…” แม้นเสริม

                  สิ้นเสียงของปานกับแม้น นาตยาและพิมพ์พรรณจึงรับประทานอาหารกันไป แล้วบอกให้คนรับใช้ทั้งสองกลับไปทำงานต่อ จนกระทั่งเวลาราวสองทุ่ม ทั้งพิมพ์พรรณและนาตยาจึงลุกไปทำธุระส่วนตัว และเข้านอน แต่ทั้งสองคนนอนไม่หลับ โดยเฉพาะพิมพ์พรรณที่ตอนนี้เธอเป็นห่วงสามีมาก และตั้งใจว่าจะไปเฝ้าสามีที่โรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้น

                  ขณะเดียวกันที่นาตยาเองก็กำลังลังเลใจว่า จะไปเฝ้าดูอาการของพงศธรหรือว่าจะไปเรียนหนังสือเพราะอีกไม่นานก็จะสอบแล้ว เป็นเช่นนี้อยู่สักพัก เธอก็ตัดสินใจแน่แน่วว่า จะไปเฝ้าดูอาการของพงศธรในวันรุ่งขึ้นเช่นเดียวกับพิมพ์พรรณ จากนั้นเธอจึงหลับไปจนกระทั่งเช้า

                  ด้านกิตติธัชที่ตอนบ่ายนี้เขากำลังทำโปรเจ็กต์เขียนโปรแกรมอยู่นั้น โปรแกรมของเขาใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงการตรวจสอบระบบเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดอีกเพียงเล็กน้อย และขณะนี้เขากำลังรวบรวมงานในฝ่ายงานของเขาให้เป็นงานชิ้นเดียวกัน ซึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้วโปรแกรมที่สร้างขึ้นยังทำงานได้ดี ไม่มีข้อผิดพลาดใดใดอีก

                  เขาจึงนำโปรแกรมที่ทำสำเร็จนี้ไปอบรมให้แก่ฝ่ายอุตสาหการ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้งานจริงต่อไป ภายหลังการอบรมเสร็จสิ้นลง ก็ได้เวลาเลิกงานพอดี พนักงานทุกคนค่อยๆ ทยอยกันกลับบ้าน จนกระทั่งเหลือเพียงสองคนสุดท้าย คือ กิตติธัชและสุนิตา   ณ เวลานี้ สุนิตาขอให้กิตติธัชไปส่งเธอที่บ้าน แต่กิตติธัชไม่มีรถจึงไม่สามารถอาสาพาเธอไปส่งถึงบ้านได้ เธอเลยต้องกลับบ้านเพียงลำพังอีกเช่นเคย

                  ตอนนี้กิตติธัชยืนรอรถประจำทางที่หน้าบริษัทเพื่อกลับไปยังหอพักที่เขายังคง เช่าอยู่ ด้วยในใจหวังว่าสักวันเขาจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเองให้ได้

                  ด้านณัฐพลและเพียงจันทร์วันนี้ ทั้งสองได้ปลูกพืชผักสวนครัวรอบบ้านเพื่อใช้บริโภคภายในบ้าน  จนวันนี้ผักสวนครัวที่พวกเขาปลูกไว้งอกงาม พร้อมที่นำมาบริโภคได้ เขาเห็นว่าเกินที่จะบริโภคได้หมดจึงนำส่วนที่เหลือไปให้กับเพื่อนบ้าน และบ้างนำไปจำหน่าย กลับมาเป็นรายได้ประทังชีวิต เพื่อนบ้านที่ต่างประทับใจณัฐพลและเพียงจันทร์มาก ที่ทั้งสองคนนี้มีความโอบอ้อมอารีต่อพวกเขา และไม่เคยละทิ้งพวกเขาเลย ชาวบ้านในละแวกเดียวกันจึงปฏิบัติตอบต่อณัฐพลและเพียงจันทร์เฉกเช่นที่ทั้ง สองได้ทำไว้ นอกจากนั้นยังให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจเมื่อณัฐพลและเพียงจันทร์พบเจอ กับปัญหาใดใด

                  เย็นนี้ท้องฟ้ามืดครึ้ม เสียงฟ้าร้องดังไปทั่ว ฝนที่กระหน่ำเทลงมาทำให้อากาศในค่ำคืนนี้หนาวเย็น และมีหมอกควันหนาทึบ จนเมื่อหายใจ ลมหายใจเป็นควันราวกับอยู่เมืองนอกเมืองนาอย่างไรอย่างนั้น

                  และคืนนี้ก็ยังคงเป็นอีกคืน ที่ณัฐพลและเพียงจันทร์ต่างคิดถึงรวิดาลูกสาวคนเดียวของพวกเขาที่ต้องออกไป ทำงานไกลบ้านเพียงลำพัง ด้วยใจของผู้เป็นพ่อและแม่ ทำให้ณัฐพลและเพียงจันทร์คิดวิตกไปว่า ลูกของตนเองจะสุขสบายหรือทุกข์ร้อนอย่างไรบ้าง ณ เวลานี้

                  ด้านรวิดาที่ตอนนี้กำลังเดินไปยังบ้านพักเช่นเคย ก็รู้สึกว่าเหมือนมีคนแอบเดินตามหลังเธอมา เธอพยายามที่จะไม่สนใจ แต่เสียงเดินที่ตามหลังมานั้นทำให้เธอต้องหันหลังกลับไปมองทันที

                  “อ้าว ! ดลยา รัศมี เองหรอกเหรอ ทำฉันตกอกตกใจหมดเลย”

                  “ก็พักนี้ ฉันเห็นแกโดนนังนั่นมันรังแกออกบ่อยๆ นี่”

                  “เราก็เลยมาช่วยดูแลให้ไง ดา ไม่ได้กะจะมาทำให้แกตกใจสักหน่อย”

                  “ขอบใจมากนะที่เป็นห่วงฉันน่ะ ฉันล่ะเบื่อจนเซ็งจะแย่อยู่แล้ว รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษยังไงก็ไม่รู้ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไร”

                  “ฉันเข้าใจแกนะ เป็นใครที่เจอแบบนี้ก็ต้องอึดอัดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”

                  “ทนไปอีกสักหน่อยเหอะ เราเชื่อว่าแกทนได้อยู่แล้ว แกเก่งจะตาย”

                  “ไม่ต้องยอกันขนาดนั้นก็นะ เพื่อน เดี๋ยวเราจะลอย”

                  “ไม่ได้ยกยอเว้ย ฉันพูดจริงๆ”

                  “จ้า เพื่อนรักของฉัน”

                  “ไม่เป็นไร เพื่อเพื่อนพวกเราเต็มที่อยู่แล้ว”

                  ทั้งสามคุยกันไปได้สักพัก ก็เดินมาถึงบ้านพักพนักงานของแต่ละคนแล้ว เมื่อถึงบ้านพักทั้งสามบอกลากัน และต่างคนต่างเข้านอนกันไป

Comments
March 16, 2010
“กลใจ กลรัก” » โดย จ. เจริญใจ » ตอนที่ 02 (ส่วนที่ 1)

                  ด้านครอบครัวของพิพัฒน์เมื่อทราบข่าวการทะเลาะตบตีกันกลางตลาดข้างโรงงานนั้น  เช้าวันต่อมาพิพัฒน์เข้ามาที่โรงงานตามปรกติ แต่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันวาน ทำให้วันนี้เขาเคร่งเครียดตั้งแต่เช้า เมื่อมาถึงห้องแล้ว เขาจึงสั่งให้เลขานุการของเขาไปเรียกสุนีย์วรรณกับรวิดามาพบ

                  “คุณมะลิวัลย์ ช่วยเรียกสุนีย์วรรณกับรวิดาให้ผมด่วนนะครับ”

                  “ได้ค่ะ คุณพิพัฒน์, ดิฉันจะโทรบอกฝ่ายบุคคลให้ไปตามมาให้เดี๋ยวนี้ค่ะ”

                  ห้านาทีผ่านไป เสียงเคาะประตูดังขึ้น เลขานุการพูดขึ้นว่า

                  “ขออนุญาตค่ะ คุณพิพัฒน์”

                  “เข้ามาได้”

                  “สุนีย์วรรณกับรวิดามาแล้วค่ะ”

                  “ให้สองคนนั้นเข้ามา”

                  “ค่ะ”

                  “สวัสดีค่ะ คุณพิพัฒน์” ทั้งรวิดาและสุนีย์วรรณพูดพร้อมกัน ทั้งสองมองหน้าและจิกสายตาต่อกัน พลันเปลี่ยนสีหน้าอย่างเร็วเมื่อหันกลับมาที่พิพัฒน์

                  “ต่อหน้าผม พวกคุณก็ยังไม่เว้นเลยใช่ไหม, เชิญนั่ง”

                  ทั้งรวิดาและสุนีย์วรรณนั่งลงที่เก้าอี้ทันที จากนั้นการสอบสวนเหตุการณ์จึงเริ่มขึ้น

                  “ผมได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้แล้วนะ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงมากของโรงงานเรา” แล้วพิพัฒน์เริ่มเรื่อง

                  “เอ่อ… จริงๆ แล้วคือดิฉันแค่อยากไปเดินซื้อของก็เท่านั้นล่ะค่ะ ไม่ได้คิดจะไปหาเรื่องทำร้ายใคร” สุนีย์วรรณพูด

                  รวิดาก็ทำทีหันไปมองหน้าคู่อริ ขณะเดียวกันนั้นสุนีย์วรรณก็กระหยิ่มขึ้นมาทันที ฉับพลันรวิดาก็พูดขึ้นว่า “ท่านอย่าไปเชื่อเขานะคะ เขาเป็นคนเริ่มทำร้ายดิฉันก่อน”

                  จากนั้นสองอริสาวโรงงานก็ทะเลาะกันต่อหน้าพิพัฒน์ จนพิพัฒน์ต้องตะโกนห้ามทั้งสองคนจึงหยุดตีกัน

                  “นี่ ! ผมบอกให้หยุดทะเลาะกันไง” “พูดยังไม่ทันขาดคำเลยนะ ทำงานโรงงานเดียวกันแท้แท้ ยังทะเลาะกันอยู่อีก” “สุนีย์วรรณ ไหนว่ามาสิ เกิดอะไรขึ้นวันนั้น”  เมื่อสิ้นคำพูดของพิพัฒน์ สุนีย์วรรณจึงเล่าเรื่องจอมปลอมให้พิพัฒน์ฟัง

                  เมื่อสิ้นเรื่องจอมปลอมของสุนีย์วรรณ พิพัฒน์จึงได้ให้รวิดาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในวันนั้นให้ฟังต่อ แต่เขาแปลกใจกับเรื่องที่ทั้งสองคนเล่ามานั้นมีข้อแตกต่างกัน จึงได้สั่งให้มะลิวัลย์ถามหาพยานที่เห็นเหตุการณ์อย่างเร่งด่วน

                  ฝ่ายมะลิวัลย์จึงโทรถามฝ่ายบุคคลเพื่อหาพยานที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น  ฝ่ายบุคคลเมื่อทราบเรื่องจึงเรียกตัวพนักงานทุกคนมารวมกันแล้วถามหาผู้เห็นเหตุการณ์ทันที วีรภาพจึงรับเป็นพยานให้และตรงไปที่ห้องทำงานของพิพัฒน์ทันที

                  ในขณะเดียวกัน พิพัฒน์ได้บอกถึงบทลงโทษของโรงงานแก่พนักงานทั้งสองว่า “พวกคุณคงรู้แล้วว่าบทลงโทษขั้นต้นของที่นี่เป็นยังไง” “บทลงโทษขั้นแรกคือ…”

                  “โดนติดตามพฤติกรรมเป็นเวลาหนึ่งเดือน” รวิดาแทรกขึ้น

                  “ใช่ พวกคุณก็รู้แล้วนี่ แล้วทำไมถึงยังทำผิดกฎกันอีก”

                  “พวกเราไม่ได้…” สุนีย์วรรณแสร้งพูดเพื่อขอความเห็นใจ แต่ไม่ทันพูดจบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

                  “พยานที่คุณต้องการมาพบแล้วค่ะ”

                  “ให้พวกเขาเข้ามา”

                  สิ้นเสียงประตู วีรภาพพูดขึ้น“สวัสดีครับท่าน มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                  “เชิญนั่ง”

                  “ขอบคุณครับ”

                  “ที่ผมเรียกมา ผมจะสอบถามเรื่องเมื่อวานนี้ว่ามันเป็นยังไง วีรภาพช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อย”

                  “อ๋อ ได้สิครับ” เมื่อสิ้นคำพูด วีรภาพก็หันไปมองรวิดาแล้วเหลือบไปมองสุนีย์วรรณต่อจึงสะดุ้ง จากนั้นเขาได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตลาดนัดให้พิพัฒน์ฟัง

                  “คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ” “เมื่อวานนี้ ผมเห็นน้องวิกับเพื่อนๆ เขา เดินซื้อของกันที่ตลาดนัด” “แต่อยู่ดีดี นีย์กับพวกก็เดินตรงเข้าไปหมายจะตบตีน้องวิก่อน และต่างฝ่ายต่างผลัดกันทำร้าย จนเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ”

                  “สุนีย์วรรณ รวิดา คุณมีอะไรจะแก้ตัวไหม”

                  ทั้งรวิดาและสุนีย์วรรณพากันเงียบ ไม่ตอบใดใด

                  “ถ้าไม่มี ผมขอสั่งลงโทษติดตามพฤติกรรมพวกคุณสองคนเป็นเวลาหนึ่งเดือนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

                  “เชิญพวกคุณทั้งสามคนกลับไปทำงานได้”

                  “ครับ”

                  “ค่ะ”

                  “คุณมะลิวัลย์ ช่วยสั่งฝ่ายบุคคลด้วยว่า ให้ติดตามดูพฤติกรรมของสองคนนี้หนึ่งเดือนด้วย”

                  “ได้ค่ะ จะสั่งอะไรไว้อีกมั้ยคะ”

                  “อ้อ ! วันนี้ผมขอเรียกประชุมทุกฝ่ายช่วงบ่ายวันนี้ด้วยนะครับ”

                  “รับทราบค่ะ แล้วดิฉันจะทำจดหมายเชิญประชุมด่วนแจกทุกฝ่ายให้นะคะ”

                  “ขอบคุณครับ”

                  เช้าวันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยตอนนี้ นาตยากำลังเดินเรื่องขอจบการศึกษาก่อนหลักสูตร จากนั้นเธอจึงไปนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่ที่โรงอาหารกลางเพียงลำพัง ขณะที่กำลังนั่งกินอยู่นั้น สามสาวเพื่อนสนิทของเธอก็มาเห็นเข้าพอดี

                  “อ้าว ! นาตทำไมมานั่งกินข้าวอยู่คนเดียวเนี่ย แล้วสุนทรไปไหนล่ะ” สุกัญญาเอ่ยขึ้น แต่เนื่องจากเธอดันเอ่ยชื่อสุนทร จึงทำให้นาตยาออกอาการเคืองเล็กน้อย แต่คนที่อาการหนักคือพรรณฤดีที่คอยพร่ำเพ้อถึงสุนทรตลอดเวลา

                  “ฉันยังไม่เห็นสุนทรเลยตั้งแต่เช้า” นาตยาตอบ “แต่ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่า อย่าพูดถึงสุนทรอีก ฉันเบื่อ”

                  “เอ้อ ! เพื่อนๆ เราว่า อย่าไปกวนใจนาตมากนักเลย เดี๋ยวจะโกรธกันซะเปล่าๆ จริงมั้ย นาต” พรรณฤดีทำทีเตือนเพื่อนๆ ของเธอ ทั้งที่ใจจริงเธอไม่ต้องการให้ใครมายุ่งเกี่ยวกับสุนทรว่าที่ที่รักของเธอเลย แล้วเธอก็พูดต่ออีกว่า “งั้น นาตกินรอพวกเราไปก่อน เดี๋ยวไปซื้อข้าวกินด้วยกันแป๊บเดียว เดี๋ยวมานะ” “อิน สุ ไปซื้อข้าวเร็วๆ”

                  “โอเค ไปซื้อข้าวก่อนนะ หิวเหมือนกัน” อินทิราพูด

                  ขณะที่อินทิรา สุกัญญา และพรรณฤดีกำลังเดินไปซื้อข้าวอยู่นั้น สุนทรซึ่งเพิ่งมาถึงก็เดินสวนเข้าไปที่โรงอาหารกลางนั้นทันที และพบกับนาตยาที่โต๊ะอาหารโดยบังเอิญ

                  “สวัสดีครับ นาต”

                  นาตยาเงียบ ไม่ทักตอบใดใด สุนทรจึงถามต่อไปว่า

                  “แล้วทำไมมานั่งกินอยู่คนเดียวล่ะครับ วันนี้”

                  นาตยาเงียบอีกเช่นเดิม แต่สุนทรก็ยังไม่ละความพยายาม จึงพูดต่อไปอีกว่า

                  “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ นาต ผมพูดด้วยก็ไม่พูดด้วยเนี่ย” “ถ้ายังงั้นผมไปซื้อข้าวมากินก่อนละกันนะครับ”

                  แต่ยังไม่ทันจะได้เดินไปซื้ออาหารขึ้นมากิน หญิงสาวทั้งสามคนก็ขึ้นเจอสุนทรพอดีและทักทายเขา

                  “อ้าว ! สวัสดีค่ะ สุนทร บังเอิญจังเลยนะคะ ได้คุยกับนาตบ้างหรือยัง”

                  “อ้อ ! ผมพยายามคุยกับนาตแล้วครับ แต่เธอไม่ยอมพูดกับผมสักคำเลย ไม่รู้เป็นอะไรไป” “ยังไงผมไปซื้อข้าวก่อนนะครับ”

                  “ค่ะ สุนทร แล้วมานั่งกินด้วยกันนะคะ” พรรณฤดีพูด

                  “ครับ” สุนทรตอบเสียงนั้น แล้วเดินไปซื้ออาหารทันที เมื่อซื้ออาหารเสร็จเขาเดินไปนั่งร่วมโต๊ะกับหญิงสาวสี่คนนั้น

                  ระหว่างรับประทานอาหารอยู่นั้น ทั้งห้าคนก็พูดคุยกันบ้าง สุนทรเห็นท่าทีของนาตยาที่ไม่พูดคุยเหมือนที่เคยเป็น ทำให้เขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาตยา พรรณฤดีแอบเห็นสายตาของสุนทรที่เหม่อลอยอยู่ เธอจึงสะกิดเรียกสุนทร

                  “สุนทรคะ สุนทรคะ สุนทรคะ”

                  สุนทรชะงักไปหลังจากถูกสะกิดแรงๆ ที่แขน “ครับ”

                  “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ เห็นเหม่อลอย” พรรณฤดีถาม

                  “นั่นน่ะสิ สุนทรคิดอะไรอยู่ล่ะคะ” สุกัญญาและอินทิราถามขึ้นมาพร้อมกัน

                  “อ๋อ ! เปล่าหรอกครับ ไม่มีอะไร” สุนทรพูด ทั้งๆ ที่ในใจแอบคิดมากว่า นาตยามีใจให้เขาบ้างหรือเปล่า ขณะเดียวกันนั้น พรรณฤดีแอบมองดูสุนทร ทั้งที่ในใจของเธอนั้นก็ไม่ต่างไปจากเขา

                  “ฉันว่า พวกเรากินข้าวกันก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวจะขึ้นเรียนไม่ทัน” นาตยาโพล่งขึ้น

                  แล้วทั้งห้าคนก็ต่างรับประทานอาหาร และพากันไปเรียนทันเวลาพอดี ซึ่งระหว่างทางที่ทั้งห้ากำลังเดินไปเรียนนั้น สุกัญญาเห็นว่าพรรณฤดีเหม่อลอยและเงียบไป จึงสะกิดเรียก

                  “พรรณ ยัยพรรณ ยัยพรรณ !!”

                  “เฮอะ” พรรณฤดีงึมงำเบาๆ แล้วพูดว่า “มีอะไรเหรอ เรียกเราทำไมเหรอ สุ”

                  “แกเป็นอะไรของแกไปเนี่ย เหม่อลอยไม่พูดไม่จา”

                  “อ๋อ ! เปล่านี่ ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดอะไรไปเล่นๆ เรื่อยเปื่อยน่ะ”

                  “แน่ใจนะ”

                  “อื้ม” พรรณฤดีตอบพลันที่ใจเธอคิดถึงอดีตอันหวานชื่นของเธอกับสุนทรเมื่อแรกพบแล้วยิ้ม แต่เมื่อเธอนึกถึงสถานะระหว่างเธอและเขาในปัจจุบัน ก็พลันหน้าหมองลงทันที

                  ขณะเดียวกันนั้นเองสุนทรหันมามองพรรณฤดีแล้วคิดในใจด้วยสังเกตว่า พักนี้พรรณฤดีดูแปลกไปจากเดิมอีกคน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

                  เมื่อถึงห้องเรียน สุนทรก็ยังคงแอบมองมาที่นาตยาเหมือนเคย พรรณฤดีซึ่งนั่งอยู่ติดกับเขา เมื่อมองเห็นสุนทรมองไปที่นาตยา เธอก็แอบเสียใจเล็กๆ  แต่ยังคงมีสมาธิในการเรียนอยู่

                  กระทั่งหมดชั่วโมงเรียนรายวิชานั้น ทั้งห้าคนยังยืนอยู่ในห้องเรียน นาตยาจึงชวนเพื่อนๆ ว่าจะไปนั่งทำรายงานสัมมนาด้วยกันที่หน้าห้องสมุดเพื่อให้เสร็จทันกำหนดส่งในสัปดาห์หน้า จากนั้นอินทิราก็ได้ชวนให้สุนทรไปด้วยกัน เมื่อชวนกันเรียบร้อยแล้ว ก็พากันไปที่ห้องสมุดกลางทันใด

                  กิจการของครอบครัวนาตยาในวันนี้มีลูกค้ามากหน้าหลายตาต่างพากันเดินชมตัวบ้าน เพื่อเลือกและทำสัญญาซื้อบ้านในฝันของตัวเอง แต่ก็ยังมีลูกค้าบางกลุ่มที่ขอใช้เวลาตัดสินใจภายหลัง ขณะที่พงศธรกำลังพาลูกค้ารายหนึ่งเดินชมบ้านอยู่นั้น ก็ถูกกลุ่มจ้างวานซึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ดักซุ่มเพื่อรอฉวยโอกาสที่หน้าป้อมทางเข้าหมู่บ้าน

                  กลุ่มจ้างวานดังกล่าว เฝ้ารอให้ยามหน้าป้อมพ้นจากจุดเฝ้า จึงได้รีบขี่มอเตอร์ไซค์ตรงเข้าไปยังพงศธรซึ่งพาลูกค้าเดินชมตัวบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังจะแยกจากลูกค้าทันที

                  เปรี้ยง ! เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกค้าที่เพิ่งพ้นจากพงศธรไปไม่นานนักได้ยินเข้าจึงหันมามองแล้วพบว่า พงศธรถูกยิงและล้มลงไปที่พื้น จึงตะโกนเรียกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นรวมถึงพิมพ์พรรณให้มาดูที่เกิดเหตุ กลุ่มจ้างวานเมื่อได้ยินเสียงตะโกนและถูกกลุ่มลูกค้าเห็นเข้า จึงรีบขี่มอเตอร์ไซค์หนีไป

                  พิมพ์พรรณเมื่อได้ยินเสียงปืนที่ดังขึ้น รวมไปถึงเสียงร้องเรียกของลูกค้าจึงรีบเดินออกไปดูเหตุการณ์ข้างนอกสำนักงานทันที พร้อมทั้งบอกให้ ภารวี ผู้ช่วยงานช่วยเฝ้าดูอยู่ภายในสำนักงาน เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเธอรีบฝ่าฝูงชนที่มุงดูอยู่และเห็นสามีของเธอถูกยิงแล้วร้องไห้เสียใจ เธอจึงบอกให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นช่วยเรียกรถพยาบาลให้สามีเธออย่างรีบเร่ง

                  “คุณพิมพ์พรรณคะ เมื่อกี้นี้ดิฉันเห็นคนร้ายสวมเสื้อแจกเกตสีดำสวมแว่นตาดำขี่มอเตอร์ไซค์สีดำตรงไปทางออกท้ายหมู่บ้านค่ะ” ลูกค้าที่ซื้อบ้านจัดสรรคนหนึ่งพูดขึ้นทั้งที่ยังมีอาการตกใจ

                  “ผมก็เห็นเหมือนกันครับ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกเลขทะเบียน กท 435 กรุงเทพมหานคร” ลูกค้าอีกคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์พูดเสริม

                  ขณะเดียวกันนั้น ลูกค้าส่วนที่เหลือช่วยกันโทรแจ้งตำรวจ เพื่อเร่งติดตามมอเตอร์ไซค์กลุ่มจ้างวานดังกล่าว

                  สักพักรถพยาบาลก็มาถึง เจ้าหน้าที่พยาบาลจึงถามหาญาติของผู้บาดเจ็บ พิมพ์พรรณจึงแสดงตัว จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวพงศธรไปรักษาที่โรงพยาบาลทันที พร้อมกับพาพิมพ์พรรณขึ้นรถไปด้วย

                  เช้าวันเดียวกันนั้น กิตติธัชออกไปทำงานตามปรกติ แต่แปลกกว่าที่เคย เพราะว่าช่วงนี้เขาจะต้องพาสุนิตาออกไปรับประทานกลางวันด้วยเสมอเสมอ ทว่าเขาไม่ค่อยเต็มใจที่จะพาสุนิตาออกไปด้วยนัก ด้วยคิดว่าทำไปตามหน้าที่ ทั้งทั้งที่สุนิตาทำดีต่อเขาในทุกวิถีทาง

                  ขณะที่เขาเดินมาจวนจะถึงห้องทำงาน สุนิตาเดินเข้ามาเจอเขาพอดี

                  “สวัสดีค่ะ ธัช”

                  “สวัสดีครับ นิต   นิตมีธุระอะไรกับผมแต่เช้าหรือเปล่าครับ”

                  “เอ่อ… ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่ทักทายเท่านั้นเอง   ว่าแต่ทำไมพักนี้ ธัชดูสีหน้าไม่ค่อยดีเลยคะ หรือว่า…”

                  “ช่วงนี้ผมเครียดนิดหน่อยครับ ไม่มีอะไร”

                  “แต่นิตสังเกตว่า ตั้งแต่แรกที่คุณไปกินข้าวกลางวันกับนิต คุณก็ดูเครียดๆ อย่างนี้แล้วนะคะ” “เอ๊ะ ! หรือว่าคุณเบื่อร้านอาหารข้างๆ บริษัทแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง นิตว่า วันนี้เราเปลี่ยนไปร้านอื่นที่มันไกลๆ ดูบ้าง ดีมั้ยคะ”

                  “ผมไม่ได้เบื่อร้านอาหารของบริษัทหรอกครับ เอ้อ ! ผมตัวไปทำงานก่อนนะครับ เดี๋ยวงานจะเสร็จไม่ทัน”

                  “เชิญค่ะ ตามสบาย”

                  ขณะที่กิตติธัชกำลังเดินไปยังห้องทำงานนั้น ศิรินทร์ก็เดินเข้ามาพอดี แล้วบอกกับกิตติธัชว่า

                  “เอ้อ ! ธัช”

                  “ครับ คุณศิรินทร์”

                  “ช่วงนี้บริษัทเราต้องการเปิดตัวสินค้าตัวใหม่ ผมจึงอยากให้คุณช่วยทำงานนำเสนอและร่วมมือกับฝ่ายโฆษณาและฝ่ายการตลาดเพื่อโฆษณาสินค้าชิ้นนี้ ถ้าคุณทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ ผมจะเพิ่มเงินเดือนคุณ”

                  “ครับ ว่าแต่คุณศิรินทร์ต้องการให้นำเสนอในแนวไหนหรือครับ”

                  “ยังไงก็ได้ ที่คุณคิดว่าจะทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้ได้น่ะ” ศิรินทร์พูด แล้วเดินไปเพื่อพูดคุยเรื่องเดียวกันนี้กับสุนิตา

                  “ครับ” กิตติธัชตอบออกไป ทั้งที่ในใจคิดว่า เขาอยากห่างจากสุนิตาสักพัก แต่กลับหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเขายังคงต้องร่วมมือกับฝ่ายการตลาดอีกเช่นเคย พลันที่เขาคิดเสร็จเขาจึงเดินต่อไปจนถึงห้องทำงานของเขา

                  เมื่อเดินเข้ามาในห้อง เขานั่งที่โต๊ะทำงานและคิดถึงงานที่เขาถูกศิรินทร์สั่งมาเมื่อครู่ พลางวิตกกังวลถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอซึ่งตัวเขาเองระแวงแต่ก็ไม่อาจหลีกพ้นได้ ทันใดนั้นกิตติธัชนึกถึงเพื่อนสนิทของเขาขึ้นมา เร็วตามใจคิดเขารีบโทรหาเพื่อนของเขาเดี๋ยวนั้น

                  “ฮัลโหล พัฒน์”

                  “ฮัลโหล ธัช เฮ้ย ! โทรมาตอนนี้มีอะไรหรือเปล่าวะ”

                  “เหมือนเดิมนั่นแหละ ก็คิดถึงแกไง เลยโทรมาหา”

                  “ไอ้ที่ว่าคิดถึงน่ะก็รู้อยู่ แต่ว่าตอนนี้ก็มีอะไรหรือเปล่า น้ำเสียงแกดูเหมือนไม่สบายใจ”

                  “อย่างที่แกรู้ล่ะนะว่า ฉันเนี่ยไม่คุ้นเคยเมื่ออยู่กับผู้หญิงเพียงลำพังน่ะสิ แล้วงานแต่ละงานช่วงนี้นะต้องเจอะเจอกับสุนิตาทุกวันเลย”

                  “แล้วมันไม่ดีตรงไหนล่ะ ที่แกมีผู้หญิงมาชอบเนี่ย   รู้มั้ย ฉันยังอิจฉาแกเลยนะเว้ย ยังไม่มีผู้หญิงคนไหนเข้ามาหาฉันบ้างเลย”

                  “ก็คนมันไม่พร้อมนี่หว่า ยังไม่คิดจะมีใครเลยสักนิด”

                  “เออๆ เอาน่าอย่าเพิ่งคิดมากสิ เธอคนนั้นอาจคิดกับแกแค่เพื่อนร่วมงานก็ได้ อย่าซีเรียส”

                  “โอเค ฉันจะพยายามไม่คิดมากละกัน” “ว่าแต่ที่ฉันโทรมาหาแกเนี่ย คือ ฉันอยากจะไปเยี่ยมแกว่ะ”

                  “แล้วบริษัทแกเขาอนุญาตให้ลางานมาได้มั้ยล่ะ”

                  “ก็กะว่าอีกสักประมาณอาทิตย์หนึ่ง ให้โปรเจ็กต์ยักษ์นี่เสร็จเสียก่อน แล้วจะขอลาพักร้อนสักสองอาทิตย์ ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้านายฉันจะให้มั้ย”

                  “คิดให้ดีดีละกัน ตอนนี้โรงงานฉันก็มีเรื่องวุ่นวายอยู่ด้วย แต่ถ้าอยากมาก็ตามใจแก”

                  “งั้นฉันจะลองขออนุญาตเจ้านายดู แล้วเดี๋ยวจะคอนเฟิร์มอีกที”

                  เมื่อคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว กิตติธัชหันกลับมาทำงานต่อ  แต่เขาไม่รู้ตัวว่า ขณะที่เขาคุยโทรศัพท์อยู่นั้น สุนิตาแอบมาได้ยินเรื่องทั้งหมดเข้า เธอจึงเดินเข้าไปคุยด้วย

                  “ธัชคะ”

                  “อ้าว ! นิต ที่เข้ามานี่มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                  “นิตต่างหากละคะที่ต้องถามคุณ เมื่อกี้คุณคุยโทรศัพท์กับใครหรือคะ”

                  “อ๋อ ! เพื่อนผมครับ ทำไมหรือ”

                  “เพื่อนผู้ชาย หรือเพื่อนผู้หญิงคะ”

                  “เอ… คุณนี่ถามเซ้าซี้อยู่ได้   เพื่อนผู้ชายสิครับ”

                  “แล้วเสร็จจากโปรเจ็กต์นี้ คุณจะไปไหนอีกหรือเปล่าคะ ธัช”

                  “คุณถามผมทำไมเนี่ย นิต ผมจะไปไหนมันก็เรื่องของผมสิ”

                  “นิตขอไปด้วยได้ไหมคะ”

                  “ไม่ ! ผมให้คุณไปด้วยเด็ดขาด”

                  “ทำไมล่ะคะ ทำไมนิตถึงจะไปด้วยไม่ได้ ยังไงนิดก็จะไปค่ะ คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามนิต”

                  “ผมบอกคุณแล้วไงว่า ผมไม่ให้คุณไป”

                  “ไม่รู้แหละ ยังไงนิตก็จะไปด้วย”

                  “งั้นก็ตามใจคุณละกัน เพราะผมยังไม่ได้บอกคุณศิรินทร์เลย” “เชิญคุณออกไปจากห้องทำงานฝ่ายผมได้แล้ว ผมจะทำโปรเจ็กต์ต่อ”

                  “ค่ะ”

                  สิ้นเสียงของสุนิตาที่เดินกลับออกไปทำงานแล้ว กิตติธัชจึงครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาทำลงไปต่อสุนิตา และเร่งรีบทำงานต่อจนกระทั่งเที่ยง หลังจากนั้นเขาและเพื่อนในฝ่ายงานเดียวกันก็พากันไปรับประทานอาหารกลางวันร้านข้างบริษัทเช่นเคย โดยสุนิตาเดินตามหลังเขาอยู่ไกลๆ

                  ตอนนี้ทั้งกิตติธัชและสุนิตานั่งร่วมโต๊ะอาหารเดียวกัน แต่ทว่าทั้งสองคนไม่ค่อยคุยกันเหมือนหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เพื่อนพนักงานทุกคนต่างแปลกใจ และแอบกระซิบกระซาบกัน  ขณะเดียวกันนั้น ศิรินทร์ที่เพิ่งเดินลงมาจากตัวอาคาร ก็เดินตรงไปซื้ออาหารและตรงมายังโต๊ะที่กิตติธัชและสุนิตานั่งอยู่

                  “กิตติธัช โปรเจ็กต์ที่สั่งไว้ไปถึงไหนแล้ว ใกล้เสร็จหรือยัง”

                  “โปรเจ็กต์ไหนหรือครับ คุณศิรินทร์”

                  “ผมหมายถึงโปรเจ็กต์เดิมที่ผมสั่งคุณไปเมื่อคราวที่แล้วนั้นไง ทำไปถึงไหนแล้ว”

                  “อ๋อ ! โปรเจ็กต์นั้นเหลือแก้ไขอีกนิดหน่อย ยังมีข้อผิดพลาดบางจุดที่ต้องเร่งปรับปรุงอยู่ครับ คาดว่า วันนี้ก็น่าจะเสร็จ”

                  “อ้อ ! แล้วโปรเจ็กต์ใหม่ที่ผมสั่งคุณไปวันนี้ล่ะ อย่าลืมทำและประสานงานกันให้ดีดีนะ” “เอ้อ ! แล้วนี่สุนิตาเป็นอะไรไป ดูเงียบๆ ไม่พูดไม่จา แปลกๆ ไปนะวันนี้”

                  “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ท่าน   แค่มีเรื่องไม่เข้าใจกันนิดหน่อยเท่านั้นเองน่ะค่ะ”

                  “เอ้อ ! คุณศิรินทร์ครับ ผมมีเรื่องจะปรึกษาเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ”

                  ศิรินทร์เงียบไป แต่ยังคงมีรอยยิ้มเล็กๆ อยู่

                  “ขออนุญาตนะครับ ท่าน” กิตติธัชพูด พร้อมทั้งลุกออกจากโต๊ะเพื่อไปคุยกับศิรินทร์เป็นการส่วนตัวในเรื่องที่เขาขออนุญาตลาพักร้อนหลังจากทำโปรเจ็กต์ยักษ์นั้นเสร็จสิ้น

                  “ท่านครับ ผมขออนุญาตลาพักร้อนหลังจากที่ทำโปรเจ็กต์ใหม่เสร็จได้ไหมครับ”

                  “ทำไมล่ะ เธอมีเหตุผลอะไรถึงขอลาพักร้อนน่ะ ฮึ”

                  “เอ่อ… คือว่า… พักนี้ผมรู้สึกเคร่งเครียดกับทำงานน่ะครับ อยากพักผ่อนสมองสักเล็กน้อย”

                  “แล้วไอ้ที่ว่าเล็กน้อยนั่น นานมั้ยล่ะ”

                  “สองสัปดาห์ครับท่าน”

                  “อะไรนะ สองสัปดาห์เลยเหรอ”

                  “ครับ”

                  ศิรินทร์ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จึงตอบออกไป “ก็ได้ ผมอนุญาตให้คุณลาได้สองสัปดาห์ นี่เพราะผมเห็นว่าคุณทำผลงานได้ดีหรอกนะ ผมถึงให้คุณลาพักได้ เพราะปรกติผมไม่เคยให้ใครลาพักร้อนเลยสักคนเดียว”

                  “ขอบคุณครับ ท่าน”

                  “ไป ไปกินกลางวันกันต่อ กินเสร็จจะได้รีบขึ้นไปทำงาน”

                  “ครับ คุณศิรินทร์” แล้วกิตติธัชก็ยิ้มดีใจที่เขาสามารถขอลาพักร้อนในครั้งนี้ได้ เพื่อที่เขาจะได้ไปเยี่ยมเยียนพิพัฒน์ได้อย่างสะดวก แต่เมื่อมองมาที่สุนิตาแล้ว เขากลับหุบยิ้มลงทันที เพราะเขาคิดว่ายังไงเขาคงต้องลำบากใจอีกอยู่ดี แล้วก็เป็นจริงอย่างที่เขาคิด

                  เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ขณะที่กำลังเดินขึ้นไปทำงานนั้น สุนิตาคุยกับกิตติธัชเรื่องที่เขาขอลาพักร้อนว่า ไม่ว่าอย่างไรเธอก็จะไปกับเขาด้วยให้ได้ เนื่องจากเธอระแวงคิดว่ากิตติธัชอาจคบหากับคนอื่นที่เธอเองอาจไม่รู้

Comments
February 18, 2010
“กลใจ กลรัก” » โดย จ. เจริญใจ » ตอนที่ 01

ยามรัตติกาล ในหอพักเอกชนแห่งหนึ่งบริเวณสี่แยกแถบชานเมืองกรุงเทพฯ ชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ในห้อง คนหนึ่งชื่อ พิพัฒน์   อีกคนหนึ่งชื่อ กิตติธัช เขาทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ต่างสาขากันในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในแถบนั้น พวกเขาเพิ่งรับปริญญามาใหม่ๆ และกำลังคิดหางานทำ ก่อนจะเข้านอนในคืนนั้น

“เฮ้ย ! ธัช ทำไมสมัยนี้งานมันหายากจังวะ ตระเวนหาเป็นสิบๆ ที่แล้ว ยังไม่เห็นใครจะติดต่อกลับมาเลยว่ะ”

“กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ นี่ก็กำลังหาอยู่” กิตติธัชตอบ และเมื่อเจอตำแหน่งงานในเว็บ เขาพลางอ่านเบาๆ แล้วเรียกเพื่อนเข้ามาดูด้วยกัน

“ไหน ไหน ไหน งานอะไรวะ” พิพัฒน์พูดและรีบวางหนังสือหางานที่อ่านอยู่แล้วรีบเดินตรงมายังคอมพิวเตอร์ที่กิตติธัชกำลังหางาน “จำกัดประสบการณ์การทำงานมั้ยวะ อย่าลืมนะเว้ยว่าเพิ่งเรียนจบกันมา” พิพัฒน์ถามพลางเตือนเพื่อนร่วมห้อง

“เออ… เดี๋ยวดูให้ ประสบการณ์การทำงาน..” กิตติธัชตอบ

ขณะเดียวกันพิพัฒน์ก็ช่วยเลื่อนหาดูข้อมูลเกี่ยวกับงานนั้น แล้วพูดขึ้นว่า “0-5 ปี”

“เป็นไง งานนี้น่ะ   เออ พรุ่งนี้ไปสอบสัมภาษณ์ที่บริษัทนี้ด้วยกันเลยสิ”

“ดีนี่ โอเคอยู่ ปลุกด้วยนะ ธัช”

“ปลุกแน่ แต่ต้องตื่นเลยนะเว้ย อย่าขี้เซา” กิตติธัชกำชับเพื่อน

“ครับ” พิพัฒน์ตอบ แล้วก็รีบนอนหลับทันที

รุ่งอรุณของวันใหม่ กิตติธัชทำธุระส่วนตัวเสร็จ จึงปลุกเพื่อนร่วมห้องตามที่เคยบอกไว้เมื่อคืนนี้ พิพัฒน์เมื่อถูกกิตติธัชปลุกก็งัวเงียและตื่นขึ้น แล้วทำธุระส่วนตัวเช่นกัน  จากนั้นทั้งสองคนได้ลงไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารริมทางใกล้กับหอพัก และเดินทางไปยังบริษัทผู้รับสมัครงานดังกล่าว

เมื่อไปถึงบริษัท ทั้งสองได้สอบถาม ณ จุดประชาสัมพันธ์และขึ้นไปยังหน้าห้องสัมภาษณ์นั้นทันทีเพื่อรอการสอบทฤษฎีก่อนการสัมภาษณ์ เมื่อสอบทฤษฎีเสร็จแล้ว ทั้งสองนั่งรอฟังผลและรอการเรียกสัมภาษณ์ ทั้งสองคนสอบติดและถูกสัมภาษณ์เป็นกลุ่มสุดท้าย เมื่อการสัมภาษณ์งานเสร็จสิ้น กิตติธัชสัมภาษณ์ผ่านและได้ตำแหน่งงานฝ่ายสารสนเทศ แต่พิพัฒน์ตกสัมภาษณ์  ทั้งสองคนเดินทางกลับไปยังหอพัก พิพัฒน์รู้สึกน้อยใจแต่ไม่ได้คิดอะไรมาก ทั้งยังรู้สึกดีใจที่กิตติธัชได้งาน และยังฝากความหวังให้เพื่อนคอยติดตามข่าวการรับสมัครงานของบริษัทแห่งนั้นให้ด้วย ขณะที่กิตติธัชได้เริ่มงานในอีกสองวันข้างหน้า

ในวันเดียวกันนั้น นาตยา ลูกสาวของนักธุรกิจชื่อดัง ขณะนี้เธอเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่ของคณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยแห่งนั้น เธอเป็นผู้น่ารักและโดดเด่นคนหนึ่งจนทำให้ชายหนุ่มนักศึกษาหลายคนหลงเสน่ห์เธอดุจต้องมนต์  ตอนนี้เธอกำลังรับประทานอาหารมื้อกลางวันกับเพื่อนที่โรงอาหารกลางก่อนที่จะเข้าห้องเรียนในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า เมื่อเรียบร้อยแล้ว ระหว่างทางที่เธอจะไปเรียน เธอก็ได้เจอและพลางพูดคุยกับสุนทรจนกระทั่งถึงห้องเรียน

สุนทรมีทีท่าจะชอบนาตยาอยู่ไม่น้อยเลย อาจด้วยสาเหตุที่เขาเรียนด้วยกันกับเธอเสมอ บวกกับความน่ารักที่เธอมีอยู่ ทำให้เขาแอบเผลอทุ่มเทหัวใจให้เธออยู่เนืองๆ  แม้เวลาที่นาตยาอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ สุนทรก็แอบเฝ้ามองเธออยู่ไม่ห่างแทบทุกครั้งที่มีโอกาส

วันนี้ก็เช่นเดียวกัน หลังเลิกเรียน เขาแอบมองเธอเช่นเคย แต่พิเศษกว่าวันไหนๆ เขาแอบทำเซอร์-ไพรส์มอบกุหลาบแดงช่อใหญ่ให้เธอ นาตยาทั้งแปลกใจปนดีใจกับดอกไม้ที่สุนทรเซอร์ไพรส์ให้ แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรกับสุนทรเลยแม้แต่น้อย เพราะคิดว่าสุนทรทำตัวเหมือนเด็ก ไร้เดียงสา และเธอก็ไม่พร้อมที่จะคิดคบหากับใครทิ้งสิ้น โดยที่สุนทรไม่รู้ ขณะที่เพื่อนๆ ของเธอกลับส่งเสริมให้เธอกับเขาคบหากัน

ขณะขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางนาตยาได้นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายแก่ๆ ของวัน พลันหยิบดอกไม้นั้นขึ้นมาและวางมันไว้ที่เบาะหลัง เธอขับรถไปได้สักพักก็เจอรถติด ตอนนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว พงศธรและพิมพ์พรรณ พ่อและแม่ของเธอได้โทรศัพท์หาเธอและถามว่าจะถึงบ้านแล้วหรือยัง จากนั้นพงศธรและพิมพ์พรรณได้สั่งให้ปาน คนรับใช้ทำกับข้าวไว้รอเพื่อรับประทานพร้อมกันกับลูกสาวสุดที่รัก

เมื่อกลับถึงบ้าน นาตยาได้นั่งรับประทานอาหารพร้อมกับพ่อและแม่ของเธอ และได้เล่าเรื่องที่เธอประสบมาในวันนี้ ทั้งพิมพ์พรรณและพงศธรเมื่อทราบเรื่องก็ไม่ได้บังคับนาตยาและปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของนาตยาเอง เพราะทั้งสองเห็นว่าลูกสาวโตพอที่จะตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้แล้ว   หลังจากที่ทั้งสามรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต่างคนต่างทำธุระส่วนตัวและเข้านอน

ทางด้านครอบครัวของพิพัฒน์ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานน้ำผลไม้แห่งหนึ่งในต่างจังหวัด  วิรัตน์ หทัย-ทิพย์ และพิไลพร พ่อ แม่ และน้องสาวของพิพัฒน์ได้เข้าไปยังโรงงานที่พวกเขาครอบครอง พร้อมทั้งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่และเร่งการผลิตเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

โรงงานแห่งนี้ปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อก่อนนี้มาก อุปกรณ์ต่างๆ ทันสมัยมากขึ้น จากโรงงานเล็กๆ ได้ขยับขยายจนเป็นกิจการขนาดใหญ่ที่ทำรายได้มหาศาลภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนได้มากมายเช่นกัน

รวิดา พนักงานแสนสวยคนใหม่ในโรงงานได้เข้ามาทำงานเป็นวันแรก เธอเป็นคนขยันมากและทำงานเก่งจนเป็นที่ชื่นชมของบริษัทและเพื่อนๆ พนักงานในโรงงานด้วยกัน แต่ก็มีพนักงานในโรงงานกลุ่มหนึ่งราวสี่คนที่คอยริษยา ดักแกล้ง และคอยทำร้ายเธออยู่เนืองๆ คือ สุนีย์วรรณ พีรภัทร กานดา และมณีรัตน์ โดยหนึ่งในนั้นเป็นคนรักของวีรภาพ หนุ่มโรงงานหน้าตาพอใช้ ฐานะพอมีพอกิน และพักอยู่ในบ้านพักพนักงานโรงงานแห่งนั้น

สุนีย์วรรณรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อเห็นหญิงอื่นอย่างรวิดาอยู่กับคนรักของตัวเอง จึงพยายามหาทางขัดขวางและร่วมกับพวกใส่ร้ายรวิดาสารพัด เพื่อมิให้รวิดามายุ่งเกี่ยวกับคนรักของตน

วันหนึ่งขณะที่รวิดากำลังเดินกลับไปยังบ้านพัก สุนีย์วรรณพร้อมกับพวกได้ตะโกนเรียกเธอระหว่างทาง

“นี่เธอ หยุดเดี๋ยวนะ คิดจะไปหาแฟนฉันล่ะสิ”

“เปล่า ฉันแค่กำลังจะไปที่บ้านพักฉันต่างหาก ไม่ได้ไปหาแฟนเธอสักหน่อย ” รวิดาตอบ

“หนอย ! อย่ามาแสร้งพูดไปหน่อยเลย จะแอบไปหาแฟนฉันก็บอกเถอะ” “ก็ได้ อย่าให้ฉันจับได้นะ ว่าแกแอบเป็นชู้กับแฟนฉัน ไม่ยังงั้นแกโดนดีแน่ !” สุนีย์วรรณขู่รวิดา แล้วสั่งพวกพ้องว่า “เฮ้ย ! กลับกันเถอะ ไม่อยากมีเรื่องกับคนแถวนี้”

“ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะแก ถ้าอยู่ไม่สุข แกจะเดือดร้อนแน่ !” กานดากระซิบขู่รวิดา ก่อนจะเดินตามหลังพวกเพื่อกลับไปยังบ้านพัก

“นี่ขนาดยังไม่อยากหาเรื่องนะนี่ ถ้าหาเรื่องจริงๆ จะขนาดไหนกัน บ้าไปแล้วคนพวกนี้” รวิดาพึมพำกับตัวเอง แล้วก็เดินพลางส่ายหน้าไปยังบ้านพักของตน

ที่บ้านกลางทุ่งนาของณัฐพลและเพียงจันทร์ พ่อและแม่ของรวิดาตอนนี้ ทั้งสองคนเรียกรวมชาวบ้านในละแวกนั้นมาช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวที่ปลูกไว้และเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งนา ชาวบ้านทั้งหมดต่างสามัคคีกันมาช่วยกันเกี่ยวข้าวอย่างเต็มใจ   เมื่อช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ทั้งณัฐพลและเพียงจันทร์ ต่างนำอาหารและน้ำมาให้เพื่อนบ้านของพวกเขากินกันก่อนกลับ และหลังจากนั้นทั้งสองได้ทำพิธีนำข้าวเข้ายุ้งตามวิถีชาวนาดั้งเดิม และเข้านอนในบ้านไม้สองชั้นของพวกเขาเพื่อพักเอาแรงไว้ทำงานในวันต่อไป

เช้าวันต่อมาณัฐพลและเพียงจันทร์ช่วยกันเก็บผลไม้ที่ปลูกไว้เพื่อส่งไปยังโรงงานน้ำผลไม้ที่ลูกสาวของตนทำงานอยู่ ผลไม้ที่ทั้งสองปลูกนั้นมีหลายชนิดทีเดียว ได้แก่ แตงโม มะม่วง ลำไย ขนุน ทับทิม ฝรั่ง มะพร้าว และเสาวรส พวกเขาเหน็ดเหนื่อยในการเก็บผลไม้ และณัฐพลก็ได้ขับรถบรรทุกเพื่อส่งผลไม้ที่ได้นั้นไปยังโรงงานทันทีที่เก็บเสร็จ

เมื่อไปถึงโรงงานน้ำผลไม้ ณัฐพลส่งผลไม้เข้าโรงงานได้สำเร็จ และได้แวะเข้าไปเยี่ยมลูกสาวของตนเองแล้วพูดคุยกันหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานหนึ่งเดือน เขาไต่ถามสารทุกข์สุขดิบของลูกสาวและเป็นห่วงลูกสาวคนนี้มาก เนื่องเพราะรวิดาเป็นลูกสาวคนเดียวในครอบครัวที่ต้องมาตรากตรำทำงานไกลบ้านเพียงลำพัง

“ดา ลูกเป็นยังไงบ้าง มาทำงานที่นี่มีใครรังแกหรือทำร้ายลูกบ้างหรือเปล่า” ณัฐพลถาม

“ตอนนี้ยังไม่มีหรอกค่ะ พ่อ” “แต่พ่อไม่ต้องห่วงหนูหรอกนะคะ หนูเอาตัวรอดได้ค่ะ” รวิดาตอบ

“แน่ใจนะลูก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ พ่อกับแม่ก็หายห่วง” “รู้ไหมว่าตอนที่พ่อกับแม่อยู่ที่บ้าน เราต่างเป็นห่วงลูกนะ กลัวลูกเจอคนขี้อิจฉาจะมาทำร้ายเอา”

“ไม่ต้องเป็นห่วงหนูหรอกค่ะ พ่อ หนูดูแลตัวเองได้ หนูเชื่อว่าความดีต้องเอาชนะทุกอย่างได้ค่ะ”

ขณะเดียวกันนั้นเอง วีรภาพได้เข้ามาพบกับณัฐพลและรวิดาโดยบังเอิญ จึงเข้าไปทักทายณัฐพลและพูดคุยกันถึงความสัมพันธ์ระหว่างวีรภาพกับรวิดา ทั้งที่รวิดาไม่ได้คิดอะไรกับเขาเลย   และทันใดนั้นเอง สุนีย์วรรณกับพวกก็แอบเข้ามาได้ยินที่วีรภาพพูดในบริเวณใกล้ๆ นั้น

“พี่นีย์จะให้เล่นงานมันเลยมั้ยคะ” มณีรัตน์เอ่ยถามขึ้น

“ยังหรอก เอาไว้ให้ถึงทีเผลอเสียก่อน ค่อยจัดการมัน” สุนีย์วรรณพูด

“ได้ค่ะ พี่นีย์ จะให้จัดการมันเมื่อไรบอกนะคะ” พีรภัทรพูด

“เอาเถอะน่า ไม่พ้นคืนนี้หรอก พวกเราได้จัดการมันแน่” สุนีย์วรรณพูดด้วยอารมณ์เคียดแค้น แล้วคิดในใจและกัดฟัน “แกนะ แก มาแย่งแฟนฉันแบบนี้ คืนนี้แกเจอดีแน่”

สักพักณัฐพลก็ได้ลาลูกสาวเพื่อกลับไปที่บ้าน และให้ลูกสาวได้ไปทำงานต่อในโรงงาน เมื่อถึงบ้าน ณัฐพลได้เล่าเรื่องที่พูดคุยกับลูกสาวในวันนี้ให้เพียงจันทร์ฟัง เพียงจันทร์เมื่อได้ฟังที่ณัฐพลพูดก็ยังแอบห่วงลูกอยู่ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักของแม่ แต่ก็พยายามลดความวิตกกังวลลงไปด้วยเกรงสามีจะทุกข์ร้อนไปด้วย

และคืนนั้นเองที่สุนีย์วรรณและพวกได้ดักรอรวิดาระหว่างทางไปบ้านพัก รวิดาพยายามหลบเลี่ยง แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามล้อมไว้ทั้งสี่มุม เธอพยายามต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เพื่อนทั้งสามคนสู้แรงรวิดาไม่ไหวบาดเจ็บกันไปตามระเบียบ เหลือเพียงรวิดากับสุนีย์วรรณที่ต่อสู้กันเพียงลำพัง ทั้งสองผลัดกันตบตีจนฟกช้ำดำเขียวไปทั้งใบหน้า สุนีย์วรรณเห็นท่าไม่ดีจึงเรียกพวกกลับไปที่บ้านพักทันที ทั้งยังคิดอาฆาตแค้นรวิดาเป็นฟืนไฟ

สองวันต่อมา กิตติธัชได้เข้ามาทำงานที่บริษัทแห่งนั้นเป็นวันแรก ฝ่ายงานที่เขาได้รับนั้นต้องทำหน้าที่เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปใช้ในการแปรรูปอาหารในโรงงานของบริษัท ซึ่งงานนั้นก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเขานัก แต่ต้องพยายามสร้างออกมาให้ได้ดีที่สุด เพื่อมิให้ถูกศิรินทร์เจ้าของบริษัทแห่งนั้นตำหนิเอาได้ เพราะเขาได้ข่าวจากเพื่อนพนักงานด้วยกันว่า บางคนทนศิรินทร์ไม่ได้ถึงขั้นลาออกกันเลย

การทำงานสัปดาห์แรกผ่านไป ผลงานแรกของกิตติธัชก็เป็นที่ถูกใจของศิรินทร์และเป็นที่ชื่นชมของบริษัท ไม่เว้นแม้กระทั่งสุนิตา เพื่อนพนักงานฝ่ายการตลาดในบริษัทเดียวกันที่แอบหลงรักกิตติธัชมาตั้งแต่แรกพบ

พิพัฒน์ตอนนี้ก็ยังคงตระเวนหางานทำไปเรื่อยๆ ด้วยหวังว่าสักวันจะต้องได้งานบ้าง เวลาที่ตระเวนหางานไปหนึ่งสัปดาห์นั้น เขายังคงไม่ได้งานเลยสักนิด เงินที่เขามีอยู่เริ่มร่อยหรอลงจนแทบจะไม่พอประทังชีวิต จากที่เคยใช้ชีวิตหรูหราเลยต้องเริ่มประหยัดเพื่อให้ตนเองอยู่รอด   และเมื่อกิตติธัชกลับมาถึงหอพักพิพัฒน์ก็หมั่นถามถึงตำแหน่งงานว่างในบริษัทที่เพื่อนเขาทำอยู่ แต่ตอนนั้นบริษัทก็ยังไม่มีตำแหน่งว่างสำหรับพิพัฒน์เลย

พิพัฒน์จึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาวิรัตน์ว่า อยากกลับไปช่วยพ่อกับแม่ของเขาทำงาน เพื่อจะได้นำความรู้ที่ตนเองมีไปพัฒนาโรงงานน้ำผลไม้ของพวกเขา  วิรัตน์เมื่อได้ยินดังนั้นจึงบอกกับภรรยาของเขาว่า ลูกชายตัวดีของพวกเขาอยากกลับมาช่วยงานของพวกเขาแล้ว หทัยทิพย์เมื่อได้ยินดังนั้นรู้สึกดีใจที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะได้กลับมาช่วยพัฒนางานของครอบครัว

“ลูกจะกลับมาเมื่อไรหรือคะ รัตน์” หทัยทิพย์ถาม

“เห็นบอกว่า อีกสองวันนี้ล่ะ ทิพย์” “นี่คุณคงดีใจมากเลยสิ ผมเองก็ไม่ต่างไปจากคุณหรอก อยากให้ลูกชายของเรากลับมาช่วยที่บ้านเสียตั้งแต่เรียนจบแล้ว” วิรัตน์พูดตอบด้วยความดีใจ

“ค่ะ อีกสองวันใช่ไหมคะ ดิฉันจะได้รอลูกชายกลับมาสักที” หทัยทิพย์พูด

ขณะเดียวกันนั้น พิไลพร ที่เพิ่งเลิกเรียนกลับมาก็ได้ยินเข้า จึงถามว่า “พี่พัฒน์จะกลับมาแล้วเหรอคะ คุณพ่อ คุณแม่”

“ใช่สิจ๊ะ ลูก เห็นพัฒน์บอกพ่อว่าจะกลับมาบ้านอีกสองวันนี้ล่ะ” หทัยทิพย์บอกกับพิไลพร

“เย้ ! หนูดีใจจังเลยค่ะ จะได้เจอพี่ชายสักที ไม่ได้เจอหน้ากันมาสองปีแล้วนะคะ” พิไลพร

“เห็นว่ากลับบ้านมาคราวนี้ น่าจะถาวรแล้วนะลูก” วิรัตน์กล่าว และพูดต่อ “พ่ออยากให้เจ้าพัฒน์มาช่วยพ่อกับแม่ทำงานที่โรงงานตั้งนานแล้ว เขากลับมาช่วยงานพวกเราคราวนี้ พ่อจะได้สบายใจสักที”

ขณะเดียวกัน พิพัฒน์ได้บอกกับกิตติธัชว่า เขาจะกลับไปช่วยงานที่บ้านในอีกสองวันนี้แล้ว กิตติธัชเมื่อได้ยินดังนั้นก็ถามกลับไปว่า

“อ้าว ! แล้วจะยังให้กูดูตำแหน่งงานว่างของบริษัทอยู่มั้ยวะ”

“ก็ดูเผื่อๆ ไว้ให้หน่อยละกัน เผื่อบางทีอาจจะกลับมาพักที่หอนี้อีก แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรนะเว้ย” พิพัฒน์พูด

“เออ ๆ แล้วจะดูไว้ให้ แต่อย่านานนักนะเว้ย พัฒน์”

แล้วพิพัฒน์ก็จัดแจงซักผ้าและตากไว้ที่ระเบียงหลังห้องเพื่อรอเก็บในวันถัดไป แล้วทั้งสองก็เข้านอนอย่างรวดเร็ว เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการทำงานในวันนั้น

วันต่อมา กิตติธัชออกไปทำงานแต่เช้า และทำงานตามปรกติ และปล่อยให้พิพัฒน์นอนหลับเพียงคนเดียว แต่ว่าวันนี้เขากลับเจอโปรเจ็กต์ยักษ์ใหญ่และสุดหิน แต่โชคยังเข้าข้างเขา เพราะงานนี้ให้ทำร่วมกันเป็นทีม เขาจึงร่วมทำงานกับเพื่อนพนักงานในฝ่ายเดียวกันจนกระทั่งพักเที่ยง เขาและเพื่อนพนักงานในฝ่ายจึงได้ลงมารับประทานอาหารร่วมกัน ระหว่างนั้นเองสุนิตาได้เข้ามาทักและร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับเขาด้วย เพื่อนพนักงานในฝ่ายของกิตติธัชพากันหลบทางให้ทั้งคู่ได้คุยกันสองต่อสอง

กิตติธัชรู้สึกเขินเมื่อต้องมารับประทานกับสุนิตาแต่ก็พยายามพูดคุยด้วยเพื่อมิให้สุนิตาเบื่อ ฝ่ายสุ-นิตาเองก็พูดให้กำลังใจเขาในเรื่องงาน และได้นัดเจอเพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันทุกวัน โดยสุนิตาจะแวะไปพบกิตติธัชทุกครั้งที่ว่างจากงาน

เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ สุนิตา กิตติธัช และเพื่อนๆ พนักงานได้กลับเข้าทำงานเช่นเดิม ตอนนี้กิตติธัชรู้สึกว่า งานที่เขารับมานี้ยากและหนักมาก แต่ก็พยายามทำให้สำเร็จตามเป้าหมายที่บริษัทกำหนดไว้ พร้อมกับเพื่อนร่วมงาน โดยก่อนเลิกงานเขาได้โทรหาพิพัฒน์เรื่องการกลับบ้านของเขา ซึ่งตอนนี้พิพัฒน์เดินทางกลับบ้านไปได้สักพักหนึ่งแล้ว

คืนนี้และต่อๆ ไปกิตติธัชต้องอยู่หอเพียงคนเดียว เพราะเพื่อนสนิทของเขานั้นได้กลับบ้านไปแล้ว อาจจะเหงาบ้างเพราะไม่มีเพื่อนคอยพูดคุยเหมือนที่เคย แต่ถ้าว่างเมื่อไรทั้งกิตติธัชและพิพัฒน์ก็จะโทรหากันบ้าง

ด้านพิพัฒน์นั้น ตอนนี้รถโดยสารเดินทางไปได้ครึ่งทางแล้ว เขาจึงโทรศัพท์หาวิรัตน์อีกครั้งว่าใกล้จะถึงบ้านแล้ว วิรัตน์เมื่อทราบดังนั้นรีบโทรศัพท์บอกภรรยาให้ทำอาหารเตรียมไว้รอลูกชายทันที เมื่อพิพัฒน์กลับถึงบ้าน หทัยทิพย์ได้จัดแจงทำกับข้าวไว้รอเรียบร้อยแล้ว ทั้งสี่คน วิรัตน์ หทัยทิพย์ พิพัฒน์ และพิไลพร ได้นั่งรับประทานเย็นกันพร้อมหน้าพร้อมตา และพูดคุยกันถึงความเป็นอยู่ของพิพัฒน์และความก้าวหน้าของกิจการของพวกเขาในช่วงสองปี เมื่อพูดคุยกันเสร็จ ทั้งสี่คนได้ทำธุระส่วนตัวและรีบเข้านอนทันที

เช้าวันต่อมา พิพัฒน์งัวเงียตื่นขึ้นแล้วรีบไปทำธุระส่วนตัวและลงไปรับประทานอาหารมื้อเช้าพร้อมกับพ่อแม่และน้องสาวของเขา แล้ววิรัตน์ก็ไปส่งพิไลพรที่โรงเรียนตามปรกติก่อนจะเดินทางต่อไปยังโรงงานของเขา

เมื่อถึงบริษัท วิรัตน์ได้สอนงานให้พิพัฒน์และพาไปดูการทำงานของพนักงานโรงงานแต่ละฝ่าย จนครบ และให้พิพัฒน์ไปปฏิบัติงานตามที่เขาคาดหวังไว้

ขณะที่พิพัฒน์กำลังปฏิบัติงานอยู่นั้น วิรัตน์ได้เฝ้าดูอยู่ห่างๆ และคอยสังเกตวิธีการทำงานของลูกชาย วิรัตน์และหทัยทิพย์เห็นว่าลูกชายทำงานได้ดีตรงตามที่พวกเขาตั้งเป้าเอาไว้ จึงได้ฝากกิจการนี้ให้พิพัฒน์ดูแลแทน โดยวิรัตน์จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้เมื่อเจออุปสรรคต่างๆ และหทัยทิพย์จะคอยให้กำลังใจแก่ลูกชายและพยายามไปช่วยคุมคนงานบ้างเช่นกัน ส่วนพิไลพรนั้นก็ทำหน้าที่เป็นลูกมือคนสำคัญของพิพัฒน์หลังเลิกเรียนทุกวัน

ในวันเดียวกันนั้น นาตยาว่างตลอดทั้งวัน เธอจึงใช้เวลานี้ไปเดินจับจ่ายตามห้างกับเพื่อนของเธอ และเมื่อจับจ่ายเสร็จจึงพาเพื่อนไปส่งถึงที่บ้านทุกคน  แล้วจึงกลับไปยังบ้านของตนเอง เพื่อรับประทานอาหารกับพิมพ์พรรณและพงศธรที่นั่งรออยู่เป็นประจำทุกวัน

วันนี้นาตยาซื้อของแบรนด์เนมมามากมาย จึงได้เรียก แม้น คนรับใช้เข้ามาช่วยขนของเข้าไปในห้องของเธอ

แม้นรีบกุลีกุจอมาช่วยขนของในรถของนาตยาในทันที แต่ลำพังแม้นเพียงคนเดียวก็อายุอานามมากแล้ว แม้นจึงได้เรียกให้ปานไปช่วยขนของด้วยอีกแรงหนึ่ง ปานเมื่อได้ยินเสียงเรียกของแม้น ก็รีบออกมาช่วยทันที

เมื่อแม้นและปานขนของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็รีบกลับลงมาทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร และตักข้าวให้พิมพ์พรรณ พงศธร และนาตยา แล้วรีบกลับไปยังห้องครัว เพื่อรอให้เจ้านายของเขารับประทานให้เรียบร้อย และสองคนจะได้ช่วยกันล้างจานภาชนะบนโต๊ะ

เมื่อพิมพ์พรรณ พงศธร และนาตยารับประทานอาหารเสร็จแล้ว ปานและแม้นรีบออกมาเก็บจากโต๊ะไปล้างทันที ขณะที่ปานและแม้นกำลังล้างจานอยู่นั้น ปานเกิดสงสัยว่าทำไมวันนี้นาตยาถึงได้ซื้อของมาเยอะขนาดนี้ แม้นจึงตอบไปว่าเป็นเรื่องของเจ้านายเขา อย่าไปก้าวก่าย มันไม่สมควร

ในคืนนั้น สุนทรได้ค้นหาที่อยู่ของนาตยาผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อที่จะซื้อกุหลาบไปหานาตยาในเช้าวันพรุ่งนี้ จนกระทั่งเวลาตีสองจึงค้นเจอ และรีบเข้านอนอย่างรวดเร็ว   และเช้าวันต่อมาเขารีบออกไปซื้อดอกกุหลาบและรีบขับรถเพื่อนำดอกกุหลาบนั้นไปให้เธอที่บ้าน

เช้าวันนั้น โทรศัพท์ในบ้านดังขึ้น แม้นรีบไปรับ ได้ยินเป็นเสียงผู้ชายและถามหานาตยา แม้นจึงถามชื่อกลับไป และบอกนาตยาว่า มีคนโทรศัพท์มาหา แม้นเองก็ไม่ทราบว่าทางโน้นเป็นใคร รู้แต่ว่าชื่อ สุนทร  นาตยาจึงกำชับแม้นว่า บอกสุนทรด้วยว่า ตอนนี้เธอไม่อยู่ ไปทำธุระข้างนอก อีกนานกว่าจะกลับ ฝ่ายสุนทรเองที่ตอนนี้ขับรถมาถึงหน้าบ้านของนาตยาแล้ว ก็ได้กดกริ่งของบ้านนาตยาทันที

แม้นได้ยินเสียงกริ่งจึงรีบเดินออกมาดูและถามว่านั่นใครหรือ และต้องการพบกับใคร พอแม้นรู้ว่าเป็นสุนทรจึงรีบตอบออกไปว่า นาตยาไม่อยู่ ยังไม่กลับมาเลย มีอะไรจะฝากไว้หรือไม่ สุนทรรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้พบหน้านาตยา จึงได้ฝากดอกกุหลาบนั้นไว้กับแม้นให้นำไปให้นาตยา แล้วรีบขับรถกลับบ้านไปทันที และร้องไห้ไปตลอดเส้นทาง

ฟากพรรณฤดีตอนนี้กำลังโทรศัพท์ไปหาสุนทร แต่สุนทรไม่รับสายเธอเลย เธอจึงน้อยใจและเสียใจจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ภายในห้องของเธอ

“แต่ก่อนนี้นายเคยดีกับฉัน ทำไมวันนี้เธอเปลี่ยนไปง่ายดายอย่างนี้นะ สุนทร” พรรณฤดีพึมพำในใจและพร้อมกับหยาดน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาจากดวงตาของเธอ

ขณะเดียวกันนั้น อินทิราได้มาหานาตยาที่บ้าน และเอ่ยถึง สุนทร   นาตยาได้ยินดังนั้น  จึงค้านอินทิราว่า ระหว่างสุนทรกับนาตยานั้น ไม่มีทางรักกันได้หรอก แต่อินทิราก็ยังคงเห็นว่า นาตยากับสุนทรนั้นเหมาะสมกันดี นาตยาจึงกล่าวกับอินทิราว่า

“มันเป็นไปไม่ได้หรอก อิน   ฉันคิดกับสุนทรแค่เพื่อนกันเท่านั้น เธออย่ามาผูกฉันไว้กับสุนทรเลย”

“ทำไมล่ะ สุนทรก็ออกจะดีขนาดนั้น ยังไม่ใช่สเป็คเธออีกเหรอ” อินทิราพูด

“ก็ฉันยังไม่พร้อมจะคบหากับใครนี่ อิน  งั้นฉันบอกเลยแล้วกันนะว่า อย่าเพิ่งเอาฉันไปผูกไว้กับผู้ชายคนใดเลย ไว้ให้มันถึงเวลาของมันเองจะดีกว่านะ เรื่องพรรณนี้ฉันไม่รีบหรอก” นาตยากล่าวเตือนอินทิรา

“โอเค งั้นก็ตามใจเธอ  แต่ก็ลองคิดให้ดีดีนะ เพราะฉันว่าสุนทรก็ออกจะดีกับเธอขนาดนั้น” อินทิราพูด

“เฮ้อ ! อิน ฉันว่าเราเปลี่ยนเรื่องพูดกันดีกว่านะ”

“งั้น… ฉันว่าฉันกลับบ้านก่อนดีกว่า แอบหนีจากบ้านมา ถ้าแม่ฉันรู้เข้าล่ะแย่เลย” อินทิราทำทีรีบกลับบ้าน

“เธอรีบกลับบ้านก่อนเถอะ ถ้าแม่เธอรู้เข้าฉันจะพลอยโดนไปด้วย”

“โอเค ฉันไปล่ะนะ บ๊ายบาย” อินทิราลาเพื่อนแล้วรีบขับรถกลับบ้านทันที

เมื่ออินทิราออกจากบ้านของนาตยาไปแล้ว นาตยารีบถอนหายใจทันที “เฮ้อ !”

วันนี้บริษัทของกิตติธัชหยุดทำการเช่นกัน เขาจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาพิพัฒน์เพื่อถามสารทุกข์สุขดิบและกิจการของครอบครัวพิพัฒน์ ก่อนจะออกไปซื้ออะไรกินที่นอกหอแล้วกลับมายังห้องเช่นเดิมเพื่อทำงานที่เขาแบ่งหน้าที่กันกับเพื่อนร่วมงานและหอบกลับมาทำให้เสร็จทันกำหนดส่งในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ เขานั่งทำงานอยู่นานจนกระทั่งเที่ยงคืน จึงพักผ่อนและเข้านอน เพื่อตื่นขึ้นมาทำต่อจนเสร็จในวันอาทิตย์

รุ่งอรุณวันอาทิตย์นี้ กิตติธัชตื่นขึ้นมาทำงานที่ค้างไว้จนเสร็จ และได้ทดลองระบบเพื่อหาจุดบกพร่องของโปรแกรมในส่วนที่เขา เพื่อจะได้แก้จุดบกพร่องก่อนนำไปรวมกับเพื่อนๆ ที่บริษัท เวลาสองทุ่มเศษเขาจึงได้ทำธุระส่วนตัวและเข้านอน

ที่โรงงานน้ำผลไม้ในวันนี้ มีตลาดนัดมาออกร้านขายของกันมากมาย พนักงานในโรงงานต่างพากันมาเดินเลือกซื้อเพื่อเป็นเสบียง   รวิดา ได้เรียก ดลยาและรัศมี เพื่อนสนิทในโรงงาน ไปเดินเลือกซื้อของในตลาดนัดวันนี้ด้วยกันกับเธอ    สุนีย์วรรณ ก็พาพวกไปเดินเลือกซื้อของด้วยเช่นกัน แล้วสุนีย์วรรณกันบังเอิญเห็นภาพที่วีรภาพกำลังเดินตามรวิดา ทำให้ความแค้นที่มีอยู่นั้นพลันทวีคูณทันใด จึงพูดกับพีรภัทร กานดา และมณีรัตน์ว่า

“เฮ้ย ! พวกแกเห็นอะไรนั่นมั้ยวะ”

“สงสัยมันคงไม่เข็ดแน่ๆ มันคงอยากโดนเล่นงานอีก” กานดาเสริม

“จะให้ลงมือกับมันตอนนี้เลยดีมั้ย พี่นีย์” พีรภัทรช่วยปะทุความแค้นให้สุนีย์วรรณ

แล้วศึกฝ่ามือพิฆาต ก็เกิดขึ้นกลางตลาดนัดวันนั้น ทั้งฝ่ายสุนีย์วรรณและฝ่ายรวิดาต่อสู้กันจะทำให้ข้าวของที่บรรดาร้านค้านำมาจำหน่าย พังพินาศลง ส่งผลให้บรรดาพ่อค้าและแม่ค้าที่โดนลูกหลงไปด้วยนั้น ตะโกนด่าและบอกให้หยุด แต่สุนีย์วรรณด้วยความโกรธแค้นครอบงำ ทำให้ไม่ฟังเสียงทั้งสิ้นยังคงทำร้ายรวิดาและผองเพื่อนอยู่ซึ่งรวิดาเพื่อนหลบทัน สุนีย์วรรณจึงพุ่งเข้าชนแผงของขายเข้าอย่างจัง แม่ค้าร้านดังกล่าว จึงประณามสุนีย์วรรณกับพวกจนเป็นที่อับอายแก่พนักงานคนอื่นๆ  และเรื่องนี้ก็รู้ถึงหูเจ้าของโรงงานแห่งนี้ด้วย

แนะนำตัวละคร

ต่อไปนี้เป็นการแนะนำตัวละครหลักของเรื่องนะครับ ไล่ลำดับความสำคัญไว้ทั้งหมดแล้ว

1. พิพัฒน์

ชายหนุ่มนักศึกษาหน้าตาดี รูปร่างสันทัด เป็นบัณฑิตใหม่จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแถบชานเมืองแห่งหนึ่ง เขาเป็นคนไฟแรง ต้องการหางานทำและประสบความสำเร็จ เป็นคนมีจิตใจดี ซื่อสัตย์ แต่มีเหตุให้ชีวิตต้องเจอวิกฤต และได้พบรักกับนาตยา  และมีเพื่อนสนิทชื่อ กิตติธัช

2. กิตติธัช

ชายหนุ่มนักศึกษารูปร่างสันทัดอีกคน จบคณะและที่เดียวกันกับพิพัฒน์ เขาต้องการหางานทำเช่นกัน  พักอยู่หอพักเอกชนแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยดังกล่าว

3. นาตยา

ลูกสาวของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง เป็นนักศึกษาชั้นปีที่สี่ของคณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยแถบชานเมืองแห่งนั้น เธอทั้งน่ารักและโดดเด่นมากในมหาวิทยาลัยจนนักศึกษาทั้งหลายหลงเสน่ห์ ไม่เว้นแม้กระทั่งสุนทร

4. รวิดา

ลูกสาวของชาวนาคู่หนึ่งในต่างจังหวัดครอบครัวของเธอค่อนข้างยากจน แต่ก็พยายามส่งเธอเรียนจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย เธอเข้ามาทำงานในโรงงานน้ำผลไม้แห่งหนึ่งที่อยู่ไกลจากบ้านของเธอ เพื่อส่งเงินไปช่วยพ่อกับแม่ของเธอที่บ้าน

5. วิรัตน์

หนุ่มวัยกลางคนเจ้าของโรงงานน้ำผลไม้แห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ฐานะค่อนข้างดี แต่จัดว่าเป็นเศรษฐีในละแวกนั้น มีภรรยาชื่อ หทัยทิพย์ เขาต้องการให้ลูกชายของเขามาดูแลกิจการ

6. หทัยทิพย์

หญิงวัยกลางคนเจ้าของโรงงานน้ำผลไม้แห่งหนึ่งในต่างจังหวัด เป็นภรรยาของวิรัตน์ เธอเป็นแม่บ้านที่บางวันจะไปช่วยสามีดูแลโรงงาน

7. พิไลพร

น้องสาวของพิพัฒน์ ตอนนี้เธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  คอยช่วยเหลือวิรัตน์และหทัยทิพย์ที่โรงงานทุกวันหลังเลิกเรียน

8. พิมพ์พรรณ

หญิงวัยกลางคนเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง เป็นภรรยาของพงศธรและเป็นแม่ของนาตยา เธอเป็นผู้ที่เข้าใจชีวิตและมองโลกในแง่ดี พร้อมทั้งให้อิสระแก่ลูกสาวของตนเองเสมอ

9. พงศธร

ชายวัยกลางคนเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง เป็นสามีของพิมพ์พรรณและเป็นพ่อของนาตยา เขาเป็นคนเจ้าระเบียบเล็กน้อย แต่ก็ไม่เคยกีดกันลูกสาวของตนเองเลย

10. สุนีย์วรรณ

สาวโรงงานน้ำผลไม้ ที่แรกเริ่มเดิมทีเป็นคนดี ไม่เคยอิจฉาใคร แต่เมื่อเจอกับรวิดา สาวโรงงานคนใหม่ที่มาทำให้วีรภาพคนรักของตนหลงรัก ทำให้เธอเกิดความแค้นและริษยาขึ้น จึงรวมกับพวกเพื่อกลั่นแกล้งรวิดา

11. พีรภัทร

สาวโรงงานน้ำผลไม้เป็นเพื่อนของสุนีย์วรรณ กลั่นแกล้งรวิดาตามคำสั่งของสุนีย์วรรณ

12. กานดา

สาวโรงงานน้ำผลไม้เป็นเพื่อนของสุนีย์วรรณเช่นเดียวกับพีรภัทร

13. มณีรัตน์

สาวโรงงานน้ำผลไม้เป็นเพื่อนของสุนีย์วรรณเช่นเดียวกับพีรภัทรและกานดา

14. ณัฐพล

หนุ่มชาวนาวัยกลางคนซึ่งมีฐานะค่อนข้างยากจน มีภรรยาชื่อ เพียงจันทร์ เขาเป็นคนซื่อสัตย์ รักครอบครัว รักพวกพ้อง เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านในละแวกนั้น

15. เพียงจันทร์

สาวชาวนาวัยกลางคน เป็นคู่สมรสของณัฐพล เธอเป็นภรรยาที่ดีคอยช่วยเหลือสามีทำงานเสมอ รักครอบครัว เป็นแบบอย่างของแม่และเป็นที่เคารพของชาวบ้านในละแวกนั้น

16. อินทิรา

เพื่อนสนิทของนาตยา ที่เมื่อนาตยาไปไหนจะต้องไปด้วยเสมอ และเป็นตัวตั้งตัวตีให้นาตยาคบหากับสุนทร แต่ไม่สำเร็จ

17. สุกัญญา

เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของนาตยา ทำหน้าที่เป็นแรงเสริมของอินทิราให้
นาตยาคบหากับสุนทร

18. พรรณฤดี

เพื่อนสนิทคนที่สามของนาตยา  เธอแอบหลงรักสุนทรมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่หนึ่ง โดยที่สุนทรไม่รู้ แต่พยายามทำใจส่งเสริมให้นาตยาคบหากับสุนทร ทั้งที่เธอเองไม่เต็มใจเลยสักนิด

19. ดลยา

เพื่อนสนิทที่คอยส่งเสริมและเป็นกำลังใจของรวิดา คอยให้ความช่วยเหลือแก่รวิดาเสมอ

20. รัศมี

เพื่อนสนิทของรวิดาอีกคน ที่คอยตอกกลับสุนีย์วรรณและพวกแทนรวิดา

21. ศิรินทร์

เจ้าของบริษัทอาหารแปรรูปชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เป็นคนจู้จี้เจ้าระเบียบเล็กน้อย แอบเหน็บแนมพนักงานบ้าง จนพนักงานในบริษัทบางคนทนไม่ได้

22. สุนทร

ชายหนุ่มนักศึกษาชั้นปีที่สี่คณะเดียวกันกับนาตยา เขามีความคิดใสซื่อและทำตัวเหมือนเด็ก ดูไร้เดียงสา แอบหลงรักนาตยามาตั้งแต่เรียนปีหนึ่งด้วยกัน แต่ก็ไม่สามารถได้ใจจากเธอเลย

23. วีรภาพ

หนุ่มโรงงานน้ำผลไม้ หน้าตาพอใช้ ฐานะพอมีพอกิน เข้ามาทำงานพร้อมๆ สุนีย์วรรณและพบรักกันมาได้สองปีเศษ แต่แอบหลงรักรวิดาสาวโรงงานคนใหม่อย่างหัวปักหัวปำ

24. สุนิตา

สาวพนักงานบริษัทอาหารแปรรูปฝ่ายการตลาดที่แอบหลงรักกิตติธัชตั้งแต่แรกพบ แต่กิตติธัชไม่เล่นด้วย

25. สินิทธา

คู่อริของพงศธรที่มักอาฆาตมาดร้ายพงศธรเพราะโลภในทรัพย์สินของเขา

26. ปาน

หญิงรับใช้ในบ้านของนาตยา

27. แม้น

หญิงรับใช้ในบ้านของนาตยา

28. ศักดิ์

คนขับรถของครอบครัวนาตยา

February 14, 2010
กลใจ กลรัก โดย จ. เจริญใจ

สำหรับบล็อกนี้ตั้งใจไว้ใช้เขียนนวนิยายครับ เรื่อง “กลใจ กลรัก” โปรดติดตามตอนต่อไป